ข่าวล่าสุด

แสดงบทความ 1 - 5 จาก 27 รายการ ดูเพิ่มเติม »


Comments


ทิปไอที


Line@ Student@scphc

โพสต์15 ต.ค. 2560 06:01โดยcomsit wirat

เพิ่มเพื่อน

Line@ Teacher@scphc

โพสต์15 ต.ค. 2560 05:57โดยcomsit wirat

เพิ่มเพื่อน

วิธีติดตั้ง Plugin WordPress ทำงานรองรับ Facebook Instant Articles

โพสต์7 เม.ย. 2560 00:32โดยcomsit wirat   [ อัปเดต 10 ก.ค. 2560 23:51 ]

วิดีโอ YouTube


Facebook scphc

โพสต์27 มี.ค. 2560 11:12โดยcomsit wirat   [ อัปเดต 7 เม.ย. 2560 00:30 ]

"Workplace" เมื่อเฟซบุ๊กบุกโลกแห่งการทำงาน

โพสต์12 ก.พ. 2560 09:13โดยcomsit wirat

Workplace เมื่อเฟซบุ๊กบุกโลกแห่งการทำงาน
ภาพจากเฟซบุ๊ก
        เฟซบุ๊ก เวิร์กเพลส (Facebook Workplace) เปิดตัวพร้อมกับคำทำนายจากสื่อในแวดวงเทคโนโลยีว่า นี่คือการดึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียลงมาสู่ภาคธุรกิจ ซึ่งอาจกระทบต่อแอปพลิเคชันในตลาดหลาย ๆ ตัว เช่น Connections จาก IBM, Yammer จากไมโครซอฟท์, Chatter จาก Salesforce และ Slack เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านตัวเลขของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่มีมากกว่า 1.5 พันล้านคนทั่วโลก ซึ่งมีความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์ม Facebook อยู่เป็นทุนเดิม
       
       โดย Workplace นั้น ก่อนหน้านี้รู้จักกันในนาม Facebook at work ซึ่งเน้นการเป็นโซลูชันเพื่อการทำงานผ่านอุปกรณ์สื่อสาร (Mobile-first solution) แน่นอนว่าสำหรับคอมพิวเตอร์พีซีก็ต้องทำงานได้ด้วย แต่เฟซบุ๊กมองว่า โลกแห่งการทำงานยุคนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เครื่องมือในการทำงานต้องรองรับการติดต่อสื่อสารได้แม้จะอยู่คนละพื้นที่ ผ่านอุปกรณ์ที่พนักงานพกติดตัวกันก็คือ สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต ด้วยเหตุนี้ จึงให้ความสำคัญกับอุปกรณ์โมบายล์มาเป็นอันดับต้นนั่นเอง
       
       ในการเปิดตัว Workplace นั้น เฟซบุ๊กยังได้อ้างว่า จากการทดสอบให้บริการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ใช้ Workplace ได้มีการสร้างกลุ่มต่าง ๆ แล้วกว่า 100,000 กลุ่ม และมีบริษัททดลองใช้แล้วกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก เช่น Danone, Starbucks, Yes Bank, Booking.com, Renault, Oxfam, Telekom Austria Group เป็นต้น ส่วนประเทศที่ทดสอบการใช้งาน Workplace มากที่สุด 5 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส
       
       ฟรานซิสโก คามาโช (Francisco Camacho) รองประธานกรรมการบริษัทดานอน (Danone) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ใช้งาน Workplace ก็ได้กล่าวสนับสนุนแพลตฟอร์มนี้ด้วยเช่นกัน โดยเขามองว่า นับวัน การติดต่อด้วยอีเมลยิ่งเป็นสิ่งล้าสมัย และไม่สามารถตอบสนองความต้องการสื่อสารแบบเรียลไทม์ได้ 

Workplace เมื่อเฟซบุ๊กบุกโลกแห่งการทำงาน
Dashboard (ภาพจากเฟซบุ๊ก)
        พร้อมกันนั้นเขาได้ยกข้อมูลการวิจัยของ Deloitte ที่ระบุว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร มีเพียง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ "พึงพอใจ" กับรูปแบบการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรที่เป็นอยู่
       
       ด้าน Julien Codorniou ผู้อำนวยการของ Workplace เผยว่า วัตถุประสงค์ของการพัฒนา Workplace นั้นไม่ได้ต้องการมาแทนที่อีเมลแต่อย่างใด แต่ก็อาจต้องเข้ามาแทนที่อีเมลในที่สุด
       
       เมื่อหันมามองคุณสมบัติของ Workplace ฟังก์ชันส่วนใหญ่จะคล้ายกับการใช้งานเฟซบุ๊ก คือมีทั้งแชท (Messenger) การสร้างกลุ่ม (Groups), เสิร์ช, บริการ Live (Streaming video), Auto-translate และการนำเสนอเนื้อหาที่กำลังเป็นกระแส (Trending Topics) ฯลฯ
       
       ส่วนที่ต่างออกไปอาจเป็นเรื่องของสี ที่เปลี่ยนจากแบคกราวน์สีน้ำเงินเป็นสีเทา เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และแทนที่จะเน้นการเพิ่มเพื่อน (Add Friends) ผู้ใช้งาน Workplace จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นการติดตาม (Follow) หรือเข้าร่วมในกลุ่มต่าง ๆ เพื่อรับทราบข่าวสารแทน

       
       ส่วนเครื่องมือตัวใหม่ที่มากับ Workplace ก็คือ Dashboard ที่มาพร้อมความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ (เช่น วัดการมีส่วนร่วมภายในกลุ่ม หรือโปรเจ็คที่กำลังดำเนินการอยู่) หรือในกรณีที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีบริษัทลูกมากมาย ก็สามารถใช้ Workplace เป็นแพลตฟอร์มกลางในการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทลูกได้ด้วย
       
       ที่สำคัญ ผู้ใช้งานสามารถอัปโหลดไฟล์ ภาพถ่าย วิดีโอ และสร้างกลุ่มได้อย่างไม่จำกัด 

Workplace เมื่อเฟซบุ๊กบุกโลกแห่งการทำงาน
ภาพจากรอยเตอร์
        ***4 ความกังวลต่อการใช้งาน Workplace
       
       มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ซึ่งในส่วนนี้ ทีมงานได้มีการรวบรวมข้อกังวลต่อการใช้งาน Workplace ในองค์กร แบ่งออกได้เป็น 4 ประเด็นใหญ่ ดังนี้
       
       1. ความปลอดภัยของข้อมูลที่แชร์บนแพลตฟอร์ม Workplace
       
       ประเด็นเรื่องซีเคียวริตี้ รวมถึงประเด็นว่าความลับขององค์กรจะรั่วไหลหรือไม่เมื่อข้อมูลวิ่งอยู่บนระบบของเฟซบุ๊กนั้นถูกยกมาเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจาก เกรงว่าข้อมูลความลับขององค์กรที่แชร์บน Workplace นั้น อาจถูกสอดแนมโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้นั่นเอง
       
       ซึ่งในจุดนี้ มร.Codorniou ยืนยันว่า ข้อมูลต่าง ๆ จะไม่ถูกลักลอบนำออกไปนอกเครือข่ายเด็ดขาด ส่วนความเป็นเจ้าของข้อมูลนั้น แม้จะอัปโหลดขึ้นไปยังระบบของ Workplace ซึ่งพัฒนาโดยเฟซบุ๊กก็ตาม แต่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในข้อมูลจะยังคงเป็นบริษัท และตัวพนักงาน ไม่ใช่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเฟซบุ๊กแต่อย่างใด
       
       "บริษัทคือผู้ที่สามารถแก้ไข ลบ หรือ Export ข้อมูลได้แต่เพียงผู้เดียว" Codorniou กล่าว
       
       นอกจากนี้ การทำงานบน Workplace ยังแยกต่างหากจากแอคเคาน์บนเฟซบุ๊ก ซึ่งทำให้การแชร์ข้อมูลบน Workplace ไม่ถูกนำมาปะปนกับข้อมูลบนแอคเคาน์ส่วนตัวของเฟซบุ๊กด้วย 

Workplace เมื่อเฟซบุ๊กบุกโลกแห่งการทำงาน
ภาพจากเฟซบุ๊ก
        2. Workplace เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้จริงหรือ
       
       อีกหนึ่งประเด็นที่เฟซบุ๊กต้องตอบคำถามให้ได้ก็คือ Workplace สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้จริงหรือ แน่นอนว่าคำถามนี้ตอบยาก และยังไม่มีข้อมูลเชิงสถิติที่สามารถอ้างอิงได้ในขณะนี้ว่าโซเชียลมีเดียสามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้อย่างไร ดังนั้น ในตอนนี้ ทางออกของคำถามดังกล่าวจึงอาจต้องฉีกไปที่การมอง Workplace เป็น "ทางเลือกใหม่" ในการติดต่อสื่อสารของพนักงานในองค์กร ซึ่งบริษัทต่าง ๆ มีสิทธิจะทดลองใช้
       
       ด้านแพกเกจราคาสำหรับการใช้ Workplace นั้นก็น่าสนใจมาก โดยเฟซบุ๊กคิดค่าใช้งาน Workplace เพียง 3 เหรียญสหรัฐต่อเดือนต่อการใช้งานที่ 1,000 คน ส่วนคนที่ 1,001 - 10,000 นั้นคิดที่คนละ 2 เหรียญสหรัฐ และหากเกิน 10,000 คนขึ้นไปคิดที่คนละ 1 เหรียญสหรัฐ (คิดจากการเข้าใช้งานจริงเท่านั้น) ซึ่งบริษัทที่สนใจจะใช้งาน Workplace จะได้รับสิทธิทดลองใช้ฟรีนาน 3 เดือนโดยไม่มีพันธะผูกพันใด ๆ ส่วนสถาบันการศึกษา องค์กรการกุศลนั้นให้ใช้งานได้ฟรี
       
       ในขณะที่ Slack บริษัทคู่แข่งที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการมาถึงของ Workplace มากที่สุดนั้น เคยได้รับการยกย่องในฐานะผู้ที่เปลี่ยนรูปแบบการติดต่อสื่อสารงานด้วยอีเมลมาสู่รูปแบบห้องสนทนา (Chat Rooms) รวมถึงการใช้แชทบอทเพื่อช่วยในการจัดการข้อมูลขององค์กร โดยทาง Slack นั้นก็มีเวอร์ชันฟรีให้ใช้งานกัน แต่ในเวอร์ชันจ่ายเงิน จะได้รับบริการที่มากกว่า เช่น พื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ ระบบรักษาความปลอดภัย การโทรแบบกลุ่ม (Group Phone Call) ฯลฯ
       
       อย่างไรก็ดี Slack คิดราคาค่าบริการไว้ที่ 6.67 เหรียญสหรัฐต่อ 1 แอคเคาน์สำหรับการใช้งานแบบมาตรฐาน (Standard Service) และ 12.50 เหรียญสหรัฐสำหรับแพกเกจ Plus ซึ่งแพงกว่าเฟซบุ๊กเท่าตัว 

Workplace เมื่อเฟซบุ๊กบุกโลกแห่งการทำงาน
ภาพจากเฟซบุ๊ก
        3. การเสิร์ชหาบทสนทนาเก่า ๆ ทำได้ยาก
       
       นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดได้เปรียบของอีเมล เพราะในการคุยงานผ่านอีเมล สามารถเสิร์ชหาหัวข้อที่ต้องการได้สะดวกกว่าการเสิร์ชหาผ่านบทสนทนาในห้องแชท อีกทั้งยังไม่สามารถจับประเด็นจากการสนทนานั้นได้ง่ายนัก ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วแทนที่จะทำให้งานนั้นสำเร็จลุล่วง อาจกลับกลายเป็นการพูดคุยจนจับต้นชนปลายไม่ได้แทน
       
       4. โซเชียลมีเดียไม่สามารถคัดเลือกคนที่มีทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานนั้น ๆ ได้
       
       แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีการสร้างกลุ่มเพื่อการทำงานอาจไม่สามารถจัดหาคนที่เหมาะสมสำหรับการให้ความคิดเห็นที่จำเป็นต่อโปรเจ็คนั้น ๆ ได้ แถมยังอาจนำไปสู่ปัญหาด้านการมีส่วนร่วมในกลุ่มที่เกิดจากความแตกต่างของพฤติกรรมของแต่ละบุคคล เนื่องจากในกลุ่มที่สร้างขึ้น อาจมีทั้งพนักงานที่เข้ามาซุ่มอ่านความเป็นไปเงียบ ๆ ไม่ออกความเห็น และอาจมีคนที่พยายามโน้มน้าวความเห็นของกลุ่มทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียไม่สามารถคัดสรร หรือแนะนำคนที่มีความรู้ความสามารถจริง ๆ ในแต่ละด้านให้เข้ามาให้ความเห็นในกลุ่มได้นั่นเอง
       
       ทั้งหมดนี้จึงเป็นสิ่งที่ Workplace ต้องมุ่งมั่นพิสูจน์ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานต่อไป
       
       ***ใครที่ควรกังวลต่อการมาถึงของ Workplace มากที่สุด
       
       ในความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ผู้ที่ควรกังวลมากที่สุดต่อการรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจเอนเทอร์ไพรส์ของเฟซบุ๊กน่าจะเป็น "ไมโครซอฟท์" (Microsoft) แม้ว่าความสามารถของ Workplace ในระยะเริ่มต้นจะมีความคล้ายคลึงกับ Slack ก็ตาม
       
       เหตุที่กล่าวเช่นนั้น เพราะปัจจุบันไมโครซอฟท์กำลังอยู่ในยุคแห่งการพยายามดึงผู้บริโภคขึ้นสู่บริการ "คลาวด์" ของบริษัท และอาจทำให้องค์กรเอนเทอร์ไพรส์ที่เป็นลูกค้าของไมโครซอฟท์ในอดีตบางส่วนรู้สึกไม่สะดวกใจนักกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
       
       การมองหาทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจจึงอาจเกิดขึ้น และนั่นอาจเป็นโอกาสของ Facebook Workplace ด้วย

ติดตั้ง Coova-Chilli เพื่อรองรับการใช้งาน Vlan

โพสต์10 พ.ย. 2559 02:09โดยcomsit wirat


ติดตั้ง Coova-Chilli เพื่อรองรับการใช้งาน Vlan

โพสต์โดย jirawat » อังคาร 14 พ.ค. 2013 1:59 pm

การติดตั้ง Coova-Chilli ให้รองรับการใช้งาน Vlan
รูปภาพ
ความเป็นและความสำคัญของปัญหา
1. เดิมทีผมใช้งาน chillispot+free-radius+mysql ร่วมกับตัวจัดการระบบของ ม.บูรพา (ใช้ CentOS 5.3 แบบ x86_64 bit) ซึ่งจะมีปัญหาในเรื่องของการ Login มันยากมากๆๆๆ ผู้ใช้ต้องทำการ Login หลายๆ ครั้ง จึงจะสามารถ Login ได้ และเครื่องจำพวกที่ใช้ IOS คือ iPhone, iPad ไม่สามารถ Login ได้ (แต่ในความเป็นจริงตัวผมเองไม่ค่อยจะสนใจ User เท่าไหร่)
2. เคยจะเปลี่ยนมาใช้ coova-chilli นานแล้ว แต่บังเอิญว่าเคยทดสอบด้วย coova-chilli-1.25 ไม่สำเร็จ (มี error เกิดขึ้น เมื่อสั่งให้เซอร์วิสทำงาน มันใช้แรมของเครื่องจนหมด เครื่องแฮงค์) จึงหยุดกระบวนการทันที
3. ช่วงเดือนเมษายน 2556 วิทยาลัยฯ ปิดภาคเรียน จึงมีเวลาว่างได้ทดสอบอีกครั้งโดยในครั้งนี้ใช้เวอร์ชั่นล่าสุด คือ coova-chilli-1.30 โดยทำการคอมไพล์ด้วยตัวเองจากไฟล์ .tar ให้เป็นไฟล์แบบ .rpm ใช้ทดแทน chillispot ของเดิม แต่ตัวจัดการระบบยังใช้ของ ม.บูรพา เหมือนเดิมทุกอย่างไม่ได้แก้ไขอะไร

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องศึกษาได้จากเว็บบอร์ดนี้ หรือแหล่งใหญ่คือ http://linuxthai.org

ลำดับขั้นการติดตั้งและปรับแต่งค่า
1. เพิ่มโมดูลให้ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์รองรับการใช้งาน vlan โดยพิมพ์ดังนี้
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ

2. เพิ่ม LAN Card สำหรับทำ vlan โดยการสำเนาไฟล์ ifcfg-eth1 ในที่นี้จะสร้างจำนวน 2 vlan คือ vlan10 และ vlan11 (ทั้งนี้ Layer 3 Switch จะให้เริ่มใช้ตั้งแต่ vlan2 เป็นต้นไป)
2.1. เข้าสู่ไดเรกทอรีที่เก็บไฟล์คอนฟิกของ Lan Card
รูปภาพ

2.2. สำเนาไฟล์ LAN Card สำหรับ vlan10
รูปภาพ 

2.3. สำเนาไฟล์ LAN Card สำหรับ vlan11
รูปภาพ

2.4. แก้ไขไฟล์คอนฟิกของ Lan Card สำหรับ vlan10 โดยใช้เท็กซ์อิดิเตอร์ เช่น vi หรือ nano ให้มีค่าดังนี้
รูปภาพ 

2.5. แก้ไขไฟล์คอนฟิกของ Lan Card สำหรับ vlan11 โดยใช้เท็กซ์อิดิเตอร์ เช่น vi หรือ nano ให้มีค่าดังนี้
รูปภาพ 

2.6. สั่ง restart service network หรือ reboot ระบบใหม่เพื่อให้ eth1.10 และ eth1.11 ทำงาน
รูปภาพ 

2.7. ตรวจสอบดูค่า Network Interface Card โดยใช้คำสั่ง ifconfig จะปรากฏ eth1.10 และ eth1.11 เพิ่มขึ้นมาดังรูป
รูปภาพ 

3. ทำการติดตั้ง coova-chilli (ถ้าเดิมใช้ chillispot ให้ทำการถอด chillispot ออกก่อน)
3.1. หยุดการทำงานของ chillispot ด้วยคำสั่ง /etc/init.d/chilli stop
รูปภาพ 

3.2. ถอดถอน chillispot ออกจากระบบด้วยคำสั่ง rpm -e chillispot
รูปภาพ 

3.3. ติดตั้ง coova-chilli (ในที่นี้ใช้ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ CentOS แบบ 64bit) จึงใช้ coova-chilli แบบ x86_64 ซึ่งผมได้ทำการคอมไพล์มาจากไฟล์แบบ .tar ทดสอบแล้วสามารถใช้งานได้ สามารถดาวน์โหลดตามลิงค์นี้ http://www.sptc.ac.th/download/program/coova-chilli-1.3.0-1.x86_64.rpm
รูปภาพ

4. สร้างไดเรกทอรีสำหรับเก็บค่าคอนฟิกของ tun0 และ tun1 สำหรับ vlan10 และ vlan11
4.1. สร้างไดเรกทอรีสำหรับเก็บค่าคอนฟิกของ tun0
รูปภาพ 

4.2. สร้างไดเรกทอรีสำหรับเก็บค่าคอนฟิกของ tun1
รูปภาพ 

5. คัดลอกไฟล์ /etc/chilli.conf ไปที่ไดเรกทอรี /etc/chilli/eth1.10 และ /etc/chilli/eth1.11
5.1. คัดลอกไฟล์ /etc/chilli.conf ไปที่ไดเรกทอรี /etc/chilli/eth1.10
รูปภาพ

5.2. คัดลอกไฟล์ chilli.conf ไปที่ไดเรกทอรี /etc/chilli/eth1.11
รูปภาพ 

6. คัดลอกไฟล์ /etc/chilli/config ไปที่ไดเรกทอรี /etc/chilli/eth1.10 และ /etc/chilli/eth1.11
6.1. คัดลอกไฟล์ /etc/chilli/config ไปที่ไดเรกทอรี /etc/chilli/eth1.10 (ชื่อไฟล์เดิมคือ defaults)
รูปภาพ 

6.2. คัดลอกไฟล์ /etc/chilli/config ไปที่ไดเรกทอรี /etc/chilli/eth1.11 (ชื่อไฟล์เดิมคือ defaults)
รูปภาพ 

7. แก้ไขไฟล์ chilli.conf ที่ไดเรกทอรี /etc/chilli/eth1.10 และ /etc/chilli/eth1.11
7.1. แก้ไขไฟล์ chilli.conf ที่ไดเรกทอรี /etc/chilli/eth1.10 โดยใช้ vi หรือ nano ให้มีค่าดังนี้
รูปภาพ 

7.2. แก้ไขไฟล์ chilli.conf ที่ไดเรกทอรี /etc/chilli/eth1.11 โดยใช้ vi หรือ nano ให้มีค่าดังนี้
รูปภาพ 

7.3. สำหรับไฟล์ main.conf, hs.conf และ local.conf ไม่ต้องคัดลอกมา เพราะระบบจะสร้างให้เองเมื่อสั่งเซอร์วิส chilli ทำงาน

8. แก้ไขไฟล์ config ที่ไดเรกทอรี /etc/chilli/eth1.10 และ /etc/chilli/eth1.11
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ
รูปภาพ

9. แก้ไขไฟล์ /etc/init.d/chilli เพื่อให้สามารถสั่ง start และ restart service chilli ได้ ให้ทำการเพิ่มข้อความ จากเดิม
“$(which start-stop-daemon)”
แก้ไขให้เป็นดังนี้
“$(which start-stop-daemon 2>/dev/null)”
โดยเพิ่มเข้าไปจำนวน 2 บรรทัด ในส่วนของ start และ stop ดังนี้
รูปภาพ
รูปภาพ

10. สั่งให้เซอร์วิส chilli ทำงานโดยใช้คำสั่ง /etc/init.d/chilli start หรือ service chilli start
รูปภาพ
รูปภาพ

11. ตรวจสอบค่า network ด้วยคำสั่ง ifconfig ทั้งนี้ระบบจะสร้าง tun0 สำหรับ vlan10 และ tun1 สำหรับ vlan11 ขึ้นมาให้เพิ่มเติม ซึ่งจากเดิมจะมีเพียงแค่ eth0, eth1, eth1.10, eth1.11 และ lo เท่านั้น
รูปภาพ 

12. ใช้เครื่องลูกข่าย Windows 7 ทดสอบการเชื่อมต่อเพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต
รูปภาพ

13. สำหรับตัวอย่างการคอนฟิก Layer 3 Switch ให้ดูจากลิงค์นี้ http://www.sptc.ac.th/webboard/viewtopic.php?f=6&t=4&sid=82986a0644e28ae692a75172d37893e7

ผลการทดสอบ
เป็นข้อมูลที่ผมใช้งานจริง ของวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ
เมื่อเปรียบเทียบกับ chillispot แล้วขอแยกเป็นประเด็นดังนี้
14.1. ผู้ใช้จะ login ได้ง่ายกว่า และเครื่องตระกูล Mac ได้แก่ iPhone, iPad ก็สามารถ login ได้เช่นกัน
14.2. แต่มีปัญหาที่แก้ไขยังไม่ได้คือ ถ้าให้ทำการ Redirect ไปยังเว็บไซต์ coova-chilli จะไม่แสดง popup ของเวลาขึ้นมา ต้องให้ผู้ใช้ (User) พิมพ์คำสั่ง http://logout/ หรือhttp://logout. ที่ Address Bar ของเว็บบราวเซอร์ จึงจะสามารถตัดการเชื่อมต่อ (Disconnect) ระบบได้
14.3 มีผู้ใช้งาน Login เข้าใช้งานพร้อมกัน (เท่าที่เคยตรวจสอบดู) ประมาณ 400 คน
jirawat
 
โพสต์: 6
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 24 ม.ค. 2011 10:20 pm

ตารางวิเคราะห์แผน

โพสต์25 ต.ค. 2559 02:28โดยcomsit wirat   [ อัปเดต 25 ต.ค. 2559 02:39 ]

Enterprise Wi-Fi แตกต่างจาก Wi-Fi ทั่วๆ ไป

โพสต์21 ส.ค. 2559 19:58โดยcomsit wirat

1. บริหารจัดการได้จากศูนย์กลางผ่าน Wireless Controller หรือเทคโนโลยีอื่นๆ

Wireless Controller ได้กลายเป็นหัวใจหลักของระบบ Enterprise Wi-Fi มาต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10 ปี ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการ Wireless Access Point ทั้งหมด, การกำหนดการยืนยันตัวตน, การกำหนดนโยบายความปลอดภัย, การติดตามการทำงานของระบบ Wi-Fi และอื่นๆ จนปัจจุบันระบบ Wireless Controller ได้ถูกต่อยอดมานำเสนอในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำ Wireless Access Point มาทำหน้าที่แทน Wireless Controller (ตัวอย่างเช่น Aruba Instant) หรือมีระบบ Cloud Controller (ตัวอย่างเช่น Aruba Central) ทำให้สามารถรองรับรูปแบบของธุรกิจได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น

Wireless Controller กลายเป็นศูนย์รวมของทุกอย่างของระบบ Wi-Fi ระดับองค์กร โดยรองรับการควบคุม Wireless Access Point ตั้งแต่ต่ำกว่า 10 เครื่องไปจนถึงหลายหมื่นเครื่อง และทำการติดตามการทำงานและบริหารจัดการการตั้งค่าการกระจายคลื่นสัญญาณ, การยืนยันตัวตน, ความปลอดภัย และอื่นๆ อีกมากมายได้จากศูนย์กลาง ทำให้การดูแลรักษาระบบ Wi-Fi สำหรับ Access Point จำนวนมากเป็นไปได้อย่างมีระบบ

2. สามารถใช้งานในระบบเครือข่ายระดับองค์กรได้

ด้วยการรองรับทั้งการทำ VLAN และการกำหนด QoS ได้ ก็ทำให้สามารถทำงานร่วมกับระบบ Switch ที่มีอยู่ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ Enterprise Wi-Fi ยังมีความสามารถในการทำ Authentication, Authorization และ Accounting อย่างครบถ้วน ทำให้สามารถตอบโจทย์ทางด้านการยืนยันตัวตนตามข้อกำหนดของกฎหมายได้ อีกทั้งยังรองรับการสร้าง SSID สำหรับ Guest โดยเฉพาะได้อีกด้วย

ในของการติดตั้ง Access Point ระดับ Enterprise ก็มักจะรองรับการจ่ายไฟแบบ Power over Ehternt (PoE) ทำให้สามารถประหยัดการเดินสายได้ ด้วยการจ่ายไฟผ่านสาย LAN ไปยัง Access Point ได้เลย

3. มีความสามารถในการรักษาความปลอดภัยระบบเครือข่าย

Enterprise Wi-Fi ส่วนใหญ่จะสามารถทำการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงและใช้งานระบบเครือข่าย สำหรับผู้ใช้งานแต่ละคนให้แตกต่างกันได้ รวมถึงยังสามารถทำการเข้ารหัส Traffic ของผู้ใช้งานทำให้ไม่สามารถถูกดักฟังได้ อีกทั้งยังมีระบบสำหรับตรวจจับและยับยั้งการโจมตีระบบเครือข่ายไร้สาย ทำให้มีความปลอดภัยครอบคลุมสำหรับการปกป้องระบบเครือข่ายขององค์กร

4. มีความเสถียรในการใช้งานต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลานาน

ด้วยการออกแบบให้ Access Point สามารถเปิดใช้งานต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลานานโดยไม่ต้องทำการ Restart และผู้ใช้งานสามารถทำการ Roaming ข้าม Wireless Access Point ได้โดยสัญญาณไม่ขาด ทำให้การนำ Enterprise Wi-Fi ไปใช้งานสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในแง่ของความเสถียรและความคล่องตัวในการทำงาน

5. รองรับการใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์

Access Point ระดับองค์กรส่วนใหญ่จะถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับผู้ใช้งานที่ทำการเชื่อมต่อพร้อมๆ กันได้ตั้งแต่ 25 – 50 คนหรือมากกว่าได้ตามแต่อุปกรณ์ และมีผลการทดสอบให้นำไปอ้างอิงได้ จึงสามารถนำไปใช้ออกแบบระบบ Wi-Fi สำหรับห้องประชุมได้ อีกทั้งยังมีรุ่นที่เป็นทั้ง Indoor, Outdoor หรือเปลี่ยน Antenna ได้ ทำให้รองรับการนำไปใช้งานในหลากหลายสถานที่

นอกจากนี้ Enterprise Wi-Fi ส่วนใหญ่ยังรองรับการทำ Point-to-Point หรือ Mesh เพื่อให้การออกแบบระบบ Wi-Fi มีความยืดหยุ่นสูงสุดอีกด้วย

6. ต่อยอดได้ด้วยระบบ Wi-Fi Analytics

ด้วยความสามารถในการติดตาม Location และการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่าน API บน Wireless Controller ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ เพื่อสร้างระบบ Wi-Fi Analytics เช่นระบบ Loyalty Program สำหรับร้านค้าแบรนด์ หรือระบบติดตามพฤติกรรมลูกค้า เพื่อให้แบรนด์ต่างๆ สามารถนำเสนอสินค้าและบริการต่าง ได้อย่างถูกต้อง

ทั้งหมดนี้คือความสามารถพื้นฐานที่ระบบ Wi-Fi ระดับองค์กรสามารถทำได้ จะเห็นได้ว่าแทบทุกความสามารถนั้นออกมาเพื่อตอบรับความต้องการสำหรับองค์กรจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นความทนทาน, ความปลอดภัย, การติดตั้ง, การบริหารจัดการ และการรองรับ Access Point จำนวนมากได้ภายในระบบเดียว


ตำแน่งเดินสาย Fiber optic

โพสต์17 ก.ค. 2559 05:32โดยcomsit wirat   [ อัปเดต 22 ก.ค. 2559 00:19 ]

1-10 of 18